สาระความรู้

อาการท้องผูก สาเหตุและวิธีการป้องกัน

อาการท้องผูก อาการที่พบบ่อยในปัจจุบัน โดยเป็นอาการถ่ายอุจจาระน้อยกว่าปกติหรือถ่ายอุจจาระไม่ออกเป็นเวลานาน ซึ่งพฤติกรรมและความถี่ในการถ่ายอุจจาระปกติของแต่ละคนอาจมีความแตกต่างกัน แต่ในทางการแพทย์มักหมายถึงการถ่ายอุจจาระน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์
อาการท้องผูก

อาการท้องผูก เป็นอย่างไร

  1. ถ่ายอุจจาระน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์
  2. ต้องเบ่งมากกว่าปกติ
  3. อุจจาระเป็นก้อนแข็ง
  4.  รู้สึกถ่ายอุจจาระไม่สุด
  5.  เบื่ออาหาร
  6. มีความเซื่องซึมหรือเฉื่อยชา
  7.  ท้องอืด ปวดท้อง หรือปวดเกร็งบริเวณหน้าท้อง
  8. มีความรู้สึกว่าถ่ายไม่ออกเนื่องจากมีสิ่งอุดกั้นบริเวณทวารหนัก

ถ้ามีอาการดังกล่าวข้างต้นตั้งแต่สองอาการขึ้นไป บ่อยมากกว่า 25% ของการถ่ายทั้งหมด หรือเวลาที่มีการถ่ายผิดปกติข้างต้นทั้งหมดรวมกันมากกว่า 3 เดือน จะถือว่ามีอาการท้องผูก

สาเหตุมาจากอะไร

ท้องผูกเป็นอาการที่มักเกิดขึ้นได้บ่อยเมื่อลำไส้มีการบีบตัวหรือเคลื่อนตัวช้าในระหว่างการย่อยอาหาร ทำให้ไม่สามารถกำจัดอุจจาระออกจากระบบทางเดินอาหารได้อย่างปกติ จึงเกิดการตกค้างในลำไส้ใหญ่เป็นเวลานานจนมีการดูดน้ำในอุจจาระกลับ อุจจาระจึงมีลักษณะแห้ง แข็ง และมีขนาดใหญ่ขึ้น ทำให้ถ่ายออกได้ลำบาก ซึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการท้องผูกอาจมาได้จากหลายสาเหตุ ดังต่อไปนี้

  1. การใช้ยา การรับประทานยาบางชนิดอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงเป็นอาการท้องผูกขึ้นได้ เช่น ยาลดกรดที่มีส่วนผสมของสารประกอบอลูมิเนียมไฮดรอกไซด์ ยารักษาอาการซึมเศร้า ยาระงับอาการทางจิต ยารักษาอาการชัก อาหารเสริมกลุ่มแคลเซียมและธาตุเหล็ก ยาขับปัสสาวะ เป็นต้น
    อาการท้องผูกเป็นอย่างไร
  2.  รับประทานอาหารกากใยน้อย อาการท้องผูกมักพบในผู้ที่ไม่ชอบทานอาหารที่มีกากาใย ทำให้ขับถ่ายได้ยาก อย่างผัก-ผลไม้ โดยผักที่มีกากใยสูงได้แก่ ผัก แครอท ข้าวโพด บล็อคโคลี ผักโขม และผลไม้ เช่น มะละกอ กล้วย ส้ม แอปเปิล อะโวคาโด ฝรั่ง มะม่วง เป็นตัน
  3. พฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันบางอย่าง เช่น
    3.1 การอั้นอุจจาระ
    3.2 รับประทานอาหารที่มีกากใยน้อย
    3.3 มีการเคลื่อนไหวร่างกายน้อย
    3.4 น้ำหนักตัวมากหรือน้อยเกินไป
    3.5  มีภาวะขาดน้ำและเกลือแ
    3.6 ความเครียดหรือความกดดัน
    3.7 ปัญหาทางด้านจิตใจ
    3.8ร่ดื่มน้ำน้อย
    กลไกการเกิดท้องผูก
  4.  การอุดตันภายในลำไส้ สภาวะบางอย่างที่ก่อให้เกิดการอุดตันภายในลำไส้ใหญ่หรือบริเวณทวารหนักอาจทำให้อุจจาระเคลื่อนตัวออกจากระบบทางเดินอาหารได้ลำบากหรือติดค้างอยู่ภายในลำไส้ เช่น แผลปริขอบทวารหนัก ลำไส้อุดตัน มะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นต้น
  5.  มีโรคประจำตัว อาการท้องผูกอาจเป็นอาการหนึ่งของโรคประจำตัวที่เป็นอยู่ เช่น โรคเบาหวาน หรือมีก้อนเนื้องอก มีมะเร็งอุดกั้นลำไส้ จะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกถ่ายอุจจาระลำบาก จนกระทั่งท้องผูกได้เช่นกัน
  6.  การเดินทางและการเปลี่ยนแปลงกิจวัตรประจำวัน เช่นเดินทางไกล
  7. โรคเกี่ยวกับกล้ามเนื้อ ความผิดปกติจากโรคทางด้านระบบประสาทสามารถส่งผลต่อการบีบตัวของกล้ามเนื้อลำไส้ใหญ่และทวารหนัก จึงอาจส่งผลให้เกิดการตกค้างของอุจจาระภายในระบบทางเดินอาหารและอาจนำไปสู่อาการท้องผูกได้
  8.  สุขนิสัยการขับถ่ายไม่เหมาะสม เช่น ชอบกลั้นอุจจาระโรคแทรกซ้อนที่พบบ่อย
    1. โรคริดสีดวงทวาร หลอดเลือดดำบริเวณไส้ตรงหรือรอบรูทวารโป่งบวมอักเสบ ซึ่งอาจจะเป็นสาเหตุให้มีอาการปวดบริเวณไส้ตรงและมีเลือดออกได้
    2. รอยฉีกรอบรูทวาร คือโรคที่มีแผลรอยแยก/แผลปริที่ขอบทวารหนัก สาเหตุหลักคือ จากการถ่ายอุจจาระก้อนที่ใหญ่และแข็งจนเกิดการครูดบาดทวารหนักและกลายเป็นแผล
    3. ภาวะอุจจาระอัดแน่น คืออุจจาระอัดกันเป็นก้อนแข็งอยู่ในลำไส้และไส้ตรงแน่นมากจนทำให้แรงบีบตัวของลำไส้ใหญ่ไม่พอเพียงผลักดันให้ก้อนอุจจาระเคลื่อนลงมา ภาวะนี้เรียกว่าอุจจาระอัดแน่น
    4. ลำไส้ปลิ้น ภาวะที่ส่วนของไส้ตรงยื่นออกมาอยู่นอกรูทวาร

วิธีรักษาอาการท้องผูก

  1.  ทานอาหารที่มีกากใยมาก ๆ เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท ถั่ว ฟักทอง ลูกพรุน ข้าวโพด แอปเปิล ฝรั่ง มะละกอ เป็นต้น เพื่อจะช่วยเพิ่มเส้นใยการขับถ่าย โดยอาหารที่มีกากมากจะต้านทานการย่อยของน้ำย่อยที่จะไปดูดน้ำภายในลำไส้ใหญ่ ส่งผลให้ลำไส้บีบตัวขับถ่ายอุจจาระได้รวดเร็ว
    วิธีแก้อาการท้องผูก
  2.  ดื่มน้ำให้มาก ๆ เราคงเคยได้ยินคนแนะนำให้ดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว ซึ่งนอกจากจะช่วยเรื่องอื่น ๆ แล้ว การดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว ยังช่วยไม่ให้ท้องผูกด้วย เพราะน้ำจะไปช่วยให้กากอาหารอ่อนตัวลงได้
  3.  แมงลักแก้ท้องผูก เมล็ดแมงลักเป็นสมุนไพรไทย ที่มีคุณสมบัติเป็นยาระบาย ทำให้อุจจาระอ่อนตัว ช่วยระบายท้อง และเพิ่มปริมาณอุจจาระ โดยมีวิธีง่ายๆ คือ ใส่เมล็ดแมงลัก 1 ช้อนชาลงในน้ำสะอาด 1 แก้ว แช่น้ำจนเมล็ดแมงลักพองตัว เติมน้ำตาลเล็กน้อย ดื่มก่อนมื้ออาหารครึ่งชั่วโมงและดื่มน้ำตาม
  4.  ออกกำลังกาย การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอประมาณ 30 นาทีต่อวัน หรือพยายามเคลื่อนไหวร่างกายในชีวิตประจำวันบ่อย ๆ จะเป็นการช่วยบริหารกล้ามเนื้อให้ทำงานได้ดีมากยิ่งขึ้น อย่างการออกกำลังกาย พร้อมกับอุปกรณ์ในการช่วยออกกำลังกายภายในบ้าน ง่ายๆก็สามารถช่วยได้
  5. ปรับพฤติกรรมการขับถ่ายให้ตรงเวลา ไม่อั้นอุจจาระเมื่อเกิดอาการปวดโดยไม่จำเป็น และหากพบอาการผิดปกติควรไปพบแพทย์
 ทั้งนี้ก็มีความน่าสนใจอีกมากที่จะให้ทุกท่านได้สนุกและสัมผัสกับเกมออนไลน์ที่การเล่นพนันในทุกวัน ให้เดิมพันอย่างที่ชอบเล่นพนันเองแบบนี้ ให้ผลตอบแทนที่ดี สร้างรายได้ที่มากขึ้น เป็นการเล่นพนันที่จะให้เงินกำไรที่ดีทุกวันสัมผัสกับความสนุกสามารถเล่นเกมออนไลน์ได้อย่างมืออาชีพที่Ruby888   มือถือ  มาเล่นพนันได้เลยทุกวันรับสิ่งต่างๆที่ดีแบบนี้