ข่าวทั่วไป

บรรหาร ศิลปอาชา ถึงแก่อนิจกรรมในวัย 83 ปี ด้วยภาวะหลอดลมไม่คลายตัว

ภายหลังช่วงเช้าวันที่ 21 เมษายนที่ผ่านมา ที่ นาย บรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา และอดีตนายกรัฐมนตรีได้ทำการเข้ารับการรักษาอาการโรคหอบหืดกำเริบ ที่โรงพยาบาลศิริราช ต่อมาวันที่ 22 เมษายน คณะแพทย์ได้แถลงการณ์ความคืบหน้าว่านายบรรหารว่ายังอยู่ในอาการวิกฤติ เพราะเนื่องจากร่างกายขาดออกซิเจน แพทย์ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดและให้ยาอย่างเต็มที่

 บรรหาร ศิลปอาชา นักการเมือง

เปิดประวัตินาย บรรหาร ศิลปอาชา ตำนานมังกรสุพรรณ

จนกระทั่งเวลาประมาณ 24.00 น. อาการของนายบรรหาร ส่อสุดที่จะยื้อ เมื่อ ความดันร่างกายลดลงภัยความดันโลหิตสูงภัยเงียบที่คุกคามชีวิตโดยไม่มีสัญญาณเตือน ! และมีภาวะหลอดลมไม่คลายตัวทำให้อวัยวะต่าง ๆ ซึ่งได้รับออกซิเจนน้อย จะเกิดจากร่างกายตอบสนองต่อยาน้อยลง เพราะนายบรรหารมีอายุที่มากแล้ว และลมหายใจสุดท้ายได้สิ้นสุดลง นายบรรหารได้ถึงแก่อสัญกรรม เมื่อเวลา 04.42 น. ของวันที่ 23 เมษายน ด้วยวัย 83 ปี

 

ในส่วนของพิธีศพนายบรรหารนั้น พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ได้เป็นประธานในพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ ในเวลา 17.30 น. และมีพระพิธีธรรม สวดพระอภิธรรม ในพระบรมราชานุเคราะห์ ในเวลา 19.00 น. เป็นเวลา 7 วัน ที่ศาลากลางน้ำ ณ วัดเทพศิรินทราวาส จากนั้น ครอบครัวจะสวดพระอภิธรรม อีก 7 วัน รวม 14 วัน

 

บรรหาร ศิลปอาชา สุพรรรบุรี

 

เปิดประวัติ นายบรรหาร ศิลปอาชา

นายบรรหาร ได้เกิดเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2475 ที่จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นบุตรคนที่ 4 ในจำนวน 6 คน ของนายเซ่งกิม และนางสายเอ็ง แซ่เบ๊ เดิมมีชื่อว่า “นายเต็กเซียง แซ่เบ๊”

 

ได้จบการศึกษาชั้นประถมที่จังหวัดสุพรรณบุรี เข้ากรุงเทพฯมาเรียนหนังสือชั้นมัธยมที่โรงเรียนวัฒนศิลป์วิทยาลัย แต่ต้องหยุดเรียนไป เนื่องจากมีเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่สอง ได้หันไปทำงานกับพี่ชาย และก่อตั้งบริษัทรับเหมาก่อสร้างเป็นของตัวเอง และเป็นตัวแทนจำหน่ายคลอรีนให้กับการประปาส่วนภูมิภาค จนได้มีฐานะร่ำรวย ต่อมาเมื่อนายบรรหารเป็นนักการเมืองแล้ว จึงได้เริ่มเรียนหนังสือต่อจนจบปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เมื่อ พ.ศ. 2529 และศึกษาต่อปริญญาโทนิติศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยเดียวกันนั่นเอง

 

บรรหาร ศิลปอาชา ครอบครัว

 

เส้นทางการเมือง

นายบรรหารนั้นได้เข้าสู่วงการเมืองจากการชักชวนของ นายบุญเอื้อ ประเสริฐสุวรรณ ตั้งแต่มีการก่อตั้งพรรคชาติไทยเมื่อ พ.ศ. 2517 โดยได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในปี พ.ศ. 2516 และได้เป็นสมาชิกวุฒิสภา ในปี พ.ศ. 2518 ก่อนที่จะทำการลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อปี พ.ศ. 2519 และ ได้รับเลือกตั้งเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มาทุกสมัยที่มีการเลือกตั้งในตอนนั้น

 

ต่อมาได้ขึ้นดำรงตำแหน่ง เลขาธิการพรรคชาติไทย ในปี พ.ศ. 2523 และในปีเดียวกันนั้นถูกนายพินิจ จันทรสุรินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลำปาง และคณะรวม 42 คน ยื่นคำร้องต่อคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ขอให้วินิจฉัยว่าเขาขาดคุณสมบัติการที่จะเป็นรัฐมนตรี เพราะเนื่องจากมีบิดาเป็นคนต่างด้าว และได้สำเร็จการศึกษาต่ำกว่ามัธยมศึกษาตอนปลาย ส่วนทางด้านการยื่นคำร้องในครั้งนี้ถือว่าเป้นการดูถูกความสามารถเป้นอย่างมาก แต่สุดท้ายแล้ว นายบรรหาร ศิลปะอาชา ถือว่าได้พิสูจน์ให้คนอื่นเห็นว่าเขานั้นสามารถที่จะดำรงตำแหน่งและทำงานต่อไปได้

 

แต่คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ มีมติให้ยกคำร้องดังกล่าว ในต่อมาในปี พ.ศ. 2537 นายบรรหารได้ขึ้นดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคชาติไทย และได้เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร สมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย

 

บรรหาร ศิลปอาชา บ้าน

 

สมญานาม ลักษณะโดดเด่นหลายประการ ทำให้นายบรรหารมีสมญานามสารพัด ไม่ว่าจะเป็นมังกรสุพรรณ หรือมังกรการเมือง ส่วนความมาจากมีฐานเสียงหนาแน่นอย่างที่สุดในจังหวัดสุพรรณบุรี และมีสถานะเป็นเจ้าถิ่นมายาวนาน “เติ้ง” หรือเรียกอีกชื่อว่า “เติ้งเสี่ยวหาร” ได้เกิดจากสื่อมวลชนขนานนาม เพราะมีนายบรรหารลักษณะคล้าย “เติ้งเสี่ยวผิง” อดีตผู้นำของจีน

 

การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ทางด้านเว็บไซต์ Royal1688 ได้บอกว่าในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ.2538 ด้านนายบรรหาร ศิลปอาชา ในฐานะหัวหน้าพรรคชาติไทย ซึ่งได้เป็นพรรคการเมืองที่มีสมาชิกของพรรคได้รับเลือกตั้งมากที่สุด และได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ทำให้นายบรรหาร ได้ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 21 ของประเทศไทย พร้อมการควบตำแหน่ง รมว.มหาดไทย อีกตำแหน่งหนึ่งระหว่างเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2538-พฤศจิกายน พ.ศ.2539 รวมระยะเวลาดำรงตำแหน่ง 1 ปี 4 เดือนนั่นเอง

 

ผลงานโดดเด่นของรัฐบาลบรรหาร คือ การที่ได้เริ่มร่างรัฐธรรมนูญฉบับ ปี พ.ศ.2540 ฉบับที่ 16 การบริหารราชการแผ่นดินดำเนินไปด้วยความไม่ราบรื่น จนกระทั่งในวันที่ 18-20 กันยายน พ.ศ.2539 ได้ถูกพรรคฝ่ายค้าน นำโดยพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายไม่ไว้วางใจ ประกอบกับพรรคร่วมรัฐบาลขอให้ลาออก แต่เขานั้นไดเตัดสินใจยุบสภาเมื่อวันที่ 27 กันยายน พ.ศ.2539 แทน

 

บรรหาร ศิลปอาชา ลูก

 

บทบาทหลังการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ในการเลือกตั้งในปี พ.ศ.2548 พรรคชาติไทยซึ่งได้ใช้สโลแกนหาเสียงว่า “สัจจะนิยม สร้างสังคมให้สมดุล” นายบรรหาร ในฐานะหัวหน้าพรรค ได้มีการประกาศไว้ตั้งแต่ต้นแล้วว่า ไม่จะขอร่วมรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร อีกเพราะถ้าพรรคไทยรักไทยสามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้

 

แต่ในห้วงวิกฤตการณ์ทางการเมืองระหว่างปี พ.ศ.2548-พ.ศ. 2550 พรรคชาติไทยนั้นเป็นฝ่ายค้าน และร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์และพรรคมหาชนคว่ำบาตรการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ.2549 ส่วนนายบรรหาร รวมทั้งนายวราวุธ และ น.ส.กัญจนา ได้ถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี เนื่องจาก ด้านศาลรัฐธรรมนูญได้อ่านคำวินิจฉัยคดียุบพรรคพรรคชาติไทย เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ.2551 ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ.2557 เขาได้สมัครรับเลือกตั้งอีกครั้งในระบบบัญชีรายชื่อ สังกัดพรรคชาติไทยพัฒนา ลำดับที่ 1 ตั้งแต่ตอนนั้นมา